โครงการปลูกมันสำปะหลังสะอาดเพื่อการขยายพันธุ์

Your ads will be inserted here by

Easy Plugin for AdSense.

Please go to the plugin admin page to
Paste your ad code OR
Suppress this ad slot.

การปลูกมันสำปะหลังสะอาด เพื่อการทำพันธุ์

   

จากการระบาดของเพลี้ยแป้งที่รุนแรงกับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั้งประเทศ  และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดการระบาด หรือลดลงได้ ทำให้ต้นพันธุ์สะอาดที่จะใช้ปลูกในฤดูการปลูกนี้มีไม่พอเพียงกับความต้องการของเกษตรกรทุกสายพันธุ์  ราคาต้นพันธุ์ที่ดูเหมือนสะอาดสูงถึงต้นละ 4-5 บาท  และการที่ต้นพันธุ์มีราคาแพง, หายาก    เกษตรกรจึงต้องใช้ต้นพันธุ์ที่มีอยู่ทั้ง ๆ ที่ต้นพันธุ์นั้นได้รับการระบาดแล้วมาปลูก โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบว่าการระบาดจะรุนแรงกว่าเดิมเป็นทวีคูณ สุดท้ายก็จะส่งผลกระทบในระดับประเทศ  อย่างหลีกเลี่ยงมิได้
ที่ผ่านการแก้ปัญหา  เป็นการแก้ที่ปลายเหตุทั้งสิ้น   มิใช่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน การแนะนำ ชื่อสารให้เกษตรกรไปหาซื้อ แต่เกษตรกรไม่รู้วิธีการใช้อย่างถูกต้อง    สารที่แนะนำต้องใช้บนเงื่อนไขอย่างไรจึงจะได้ผล  เกษตรกรกลับไม่รู้รายละเอียดในเชิงลึก   ผลสุดท้ายการแก้ปัญหาที่ล้มเหลวจะกลายเป็นการสนับสนุนการระบาดอย่างหนักขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หน่วยงานที่ช่วยเหลือจึงได้รับผลเพียงลดแรงกดดันจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกที่ได้รับความเดือดร้อนเพียงระยะ สั้น ๆ เท่านั้น
โครงการปลูกต้นพันธุ์สะอาดใช้เองนี้จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุให้เกษตรกรมีพันธุ์สะอาดได้ปลูกในปีถัดไป โดยเกษตรกรจะต้องเป็นผู้ปลูก  และดูแลเอง  ในพื้นที่ตัวเอง  ต้นพันธุ์ที่ได้ ต้อง เก็บไว้ใช้เอง  รายละเอียดเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เกษตรกรต้องปลูกตามหลักวิชาการ  ตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ให้ปุ๋ยอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ  และจะต้องดูแลเป็นอย่างดีเพื่อตัวของเกษตรกรเอง  โดยผู้ที่จะต้องร่วมให้การสนับสนุนน่าจะเป็นผู้ประกอบการที่ใกล้ชิดกับเกษตรกรเป็นผู้แนะนำ   และผู้ประกอบการเองน่าจะเป็นผู้ริเริ่มถ้ามีพื้นที่ปลูกเป็นแปลงสาธิต  การปลูกตามหลักวิชาการนอกจากจะได้ต้นพันธุ์ที่สะอาด มีภูมิต้านทานโรคและแมลงแล้ว ผลผลิตที่จะได้ก็สูงขึ้นด้วย
ขั้นตอนการปลูกต้นพันธุ์สะอาด

การเตรียมดิน   

       

วิเคราะห์ดินตามหลักวิชาการเพื่อหาสมบัติต่าง ๆ ของดินทั้งกายภาพ  เคมี  ชีวภาพ  และธาตุอาหารคงเหลือและปรับให้เหมาะสมตามค่าวิเคราะห์   จึงจะได้ดินที่อุดมสมบูรณ์  ต้องไม่ลืมว่าพืชจะเจริญเติบโต มีภูมิคุ้มกันโรคและแมลงได้จะต้องปลูกบนดินที่อุดมสมบูรณ์ครบถ้วนและเหมาะสมทั้งกายภาพ  เคมี  ชีวภาพ   และมีธาตุอาหารเพียงพอที่จะสร้างความเจริญเติบโตเท่านั้น     ในแปลงที่ได้รับการระบาดเกษตรกรต้องไม่ไถกลบต้นที่ไม่ต้องการไว้ในดิน เพราะในแต่ละตาของต้นที่รับการระบาด จะมีทั้งตัวและไข่เพลี้ยแป้งอยู่เป็นจำนวนมาก  พร้อมที่จะออกมาเป็นทำลายมันสำปะหลังของท่าน การไม่ทำลายต้นและไถกลบจึงเป็นการต่อชีวิตเพลี้ยแป้งให้อยู่รอต้นมันชุดใหม่ที่ท่านปลูก  ในพื้นที่ระบาดรุนแรง  ควรพักดินด้วยการไถพรวนสองถึงสามครั้งให้ตัวและไข่ตายหรือฝ่อ การปลูกปุ๋ยพืชสดจะเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งและหยุดการระบาดได้  ทั้งยังเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินที่ส่วนใหญ่มีปริมาณต่ำถึงต่ำมากอีกทางหนึ่งด้วย  ผลที่ได้ตามมาเกษตรกรสามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีได้บางส่วน 10-30%

การใส่ปุ๋ยและชนิดของปุ๋ย

     

มันสำปะหลังต้องการปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยชีวภาพ รองพื้นก่อนปลูก ชนิดของปุ๋ยอินทรีย์ (เน้นตัวกลาง P )   จาก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยพืชสดก็ได้  คุณสมบัติของปุ๋ยอินทรีย์ และโครงสร้างดินที่โปร่ง ร่วนซุยเท่านั้นที่จะช่วยให้การสร้างหัวเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน และยังมีส่วนสนับสนุนการปลดปล่อยธาตุอาหารของปุ๋ยเคมี อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์โครงสร้างทางกายภาพของดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืชตลอดเวลา  ส่วนปุ๋ยเคมี ในระยะที่สอง อายุ 30-45 วัน  มีส่วนในการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพซึ่งก็ขาดไม่ได้เช่นกัน  การใช้ปุ๋ยต้องผสมผสานจึงจะได้ผลผลิตสูงสุดตามที่คาดหวัง การใส่ปุ๋ยทุกครั้งต้องกลบปุ๋ยไว้ในดินเสมอ และไม่ควรใส่ปุ๋ยทางดินเมื่ออายุมันสำปะหลังเกินกว่า 4-5 เดือน เนื่องจากรากที่แก่จะมีการดูดอาหาร(ไอออน)ได้น้อยลง เพราะมีการสะสมของสารบางตัว (ซูเบอริน) อย่างไรก็ตามการให้ปุ๋ยเคมีหลังจากพืชมีรากและใบแล้ว ประมาณ 30-45 วันเหมาะสมที่สุด  มันสำปะหลังที่สมบูรณ์รากจะเริ่มสะสมอาหารตั้งแต่อายุ 45 วันเป็นต้นไป นั่นหมายถึงเวลาที่พืชต้องการปุ๋ยเพื่อสร้างการเจริญเติบโตทุกส่วน

ต้นพันธุ์

   

                 ระยอง 11  ยาว 180-200 ซม.                    ระยอง 9  ยาว 280-350 ซม.

ปัจจุบันต้นพันธุ์สะอาดที่เกษตรกรจะนำมาปลูกทดแทนแทบจะมองหามิได้เลยใน 45 จังหวัดที่มีการปลูกมันสำปะหลังทั้งประเทศ (ประมาณ7.7 ล้านไร่)  ซึ่งแต่ละจังหวัดก็ประสบปัญหาเพลี้ยแป้งระบาดทำลายจนเสียเกือบทั้งหมด เช่นกัน   ด้วยเหตุนี้จึงต้องมี โครงการให้เกษตรปลูกต้นพันธุ์สะอาดใช้   เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเองก็ไม่สามารถหามาให้ได้   เกษตรกรต้องผลิตต้นพันธุ์สะอาดขึ้นมาใช้เอง  ให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรเท่านั้น โดยต้นพันธุ์มันสำปะหลังที่จะนำมาปลูกต้องมีการป้องกันโดยการชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีหรือสารชีวภัณฑ์ก่อนปลูกทั้งสิ้น

เทคนิคและการจัดการ

    

                                                                              ตัดท่อนพันธุ์                                                                      

ท่อนพันธุ์  (สด) ที่ใช้ควรมีขนาดหน้าตัดไม่น้อยกว่า 20-25 มม. ( 1 นิ้ว )    ในวงรอบของหน้าตัดระหว่างเปลือกและเนื้อไม้จุดที่มียางให้เห็น เรียกว่า เพริไซเคิล  (Pericycle) จุดนี้คือจุดที่ออกราก ในหน้าตัด 1 นิ้ว รากที่ออกรอบๆ จะมีประมาณ 70-80 ราก  และรากที่จะพัฒนาเป็นรากสะสมอาหารมีประมาณ 20-25 %   (ประมาณ 16-20 หัว) อาจเกินกว่านั้นแต่หัวจะเล็ก ส่วนใหญ่จะน้อยกว่า และขนาดท่อนพันธุ์ที่มีหน้าตัดน้อยกว่า รอบที่จะออกรากก็น้อยลงหัวมันสดที่ได้ก็จะน้อยลงตามสัดส่วน
เมื่อได้ท่อนพันธุ์และขนาดที่ต้องการแล้ว  ความยาวของท่อนพันธุ์ก็เป็นส่วนสำคัญกับการอยู่รอด กล่าวคือ  ถ้าปลูกปลายฤดูฝน ควรตัดท่อนให้ยาวประมาณ 30 ซม. ให้มีความชื้นในท่อนพันธุ์มากเพื่อความอยู่รอดก่อนที่มันสำปะหลังที่ปลูกจะมีรากและใบ  (การตัดสั้นถ้าไม่มีฝนหรือทิ้งช่วงนานท่อนพันธุ์จะแห้งก่อนการแตกตา)     การปลูกต้นฤดูฝน  ในดินที่มีความชื้นสูงและต้นฝน ท่อนพันธุ์ควรอยู่ที่ 20-25 ซม.   และควรแช่สารกำจัดไข่และตัวแมลงที่ฝังตัวอยู่ในตาโดยที่เรามองไม่เห็น

ระยะปลูก

    

ระยะปลูกและความลึกในการปักท่อนพันธุ์    ระยะปลูกควรพิจารณาสายพันธุ์มันที่ปลูก  ถ้าเป็นมันต้นตรง ไม่มีกิ่ง  เช่นระยอง 9 (CMR 35-64-1) ไม่ควรมีระยะปลูกเกิน 80 x 80 ซม.  (2500 ต้น/ไร่)  และ 100 x 100 ซม. สำหรับมันกิ่งทั่วไป  แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรต่ำกว่า 80 x 80 ซม. เพราะระยะดังกล่าวเป็นระยะที่เหมาะสมที่สุดกับการจัดการ และที่สำคัญ  ประชากรมันในแปลงปลูกได้รับธาตุอาหาร (ปุ๋ย)เต็มที่ (50 กก./ไร่) ทั้งยังไม่เกิดการแย่งทั้งอาหารและแสงกันด้วย   ส่วนความลึกในการปักท่อนพันธุ์ควรมี 1 ใน 3 ของความยาวที่ตัด    การปักตื้นหรือจิ้มไว้ในหน้าดิน จะมีผลกระทบต่อรากอ่อนเมื่อดินดูดซับเอาความร้อนจากผิวดินไว้ โดยเฉพาะเมื่อฝนตกไม่มาก  ความร้อนระอุจะส่งถึงรากที่กำลังอ่อนแอ  การปักลึกตามแนะนำ ประมาณ 3-5 ตาใต้ดินจะงอกเป็นรากถ้าต้นบนดินรอด และถ้าบนดินตายก็จะพัฒนาเป็นต้นแทงออกมาจากใต้ดิน  เป็นการเพิ่มการรอดของการปลูกมันอีกทางหนึ่ง  และถ้าเป็นรากก็สามารถช่วยหาอาหารได้  สังเกตจากการเจริญเติบโตจะเร็วกว่าการปักตื้น  และรากที่งอกออกมาจากตาในดินสามารถพัฒนาเป็นรากสะสมอาหาร (หัว) ชั้นบนได้อีกด้วย เกษตรกรจะเห็นว่าบางต้นของมันสำปะหลังจะออกหัวเป็นชั้นๆ   จนมีเซียนหัวใสนำไปเป็นแนวทางการพัฒนามันคอนโด  ฯลฯ   โดยตั้งใจเฉาะตาออกเป็นชั้นหวังให้ออกหัวตรงตำแหน่งที่เฉาะตาไว้ ซึ่งโดยความเป็นจริงไม่สามารถทำได้เลย เพราะธรรมชาติเท่านั้นที่จะทำให้เป็นหัวได้    ไม่ใช่คน  ดังนั้นแนวทางที่กล่าวมาจึงเป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคลที่มีวาระซ่อนเร้น และเมื่อมีการพิสูจน์ความเป็นจริงก็พบว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

ผลผลิต  
ผลผลิตที่ได้ขึ้นอยู่กับการผสมผสานทุกสิ่งเข้าด้วยกัน  เริ่มตั้งแต่ดิน   สายพันธุ์     เทคนิคต่างๆ ระยะเวลาที่สอดคล้อง   ปุ๋ย หรือธาตุอาหารที่ลงตัว (มิใช่หนักไปที่ตัวใดตัวหนึ่ง)   รวมไปถึงการจัดการที่ดี โดยเฉพาะวัชพืช และสุดท้าย อายุการเก็บเกี่ยวต้องอยู่ในเงื่อนไขที่เหมาะสม บนพื้นฐานความเป็นจริง

สารที่ใช้แช่ท่อนพันธุ์ก่อนปลูก

การแช่ท่อนพันธุ์ที่ได้ผลและประหยัดควรจะเป็นสารที่สามารถแช่ท่อนพันธุ์ได้นานจนสารเหล่านั้นซึมผ่านเข้าไปในท่อน้ำเลี้ยงพืช (Xylem) เซลล์ผิว โดยเฉพาะตา ที่เป็นแหล่งอาศัยของตัวและไข่เพลี้ยแป้งได้มากที่สุด จึงแนะนำให้ใช้สารชีวภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในการฆ่าตัวอ่อนและไข่ได้   อีกทั้งสารดังกล่าว (BB) เป็นเชื้อราที่สามารถเคลื่อนย้ายในท่อน้ำเลี้ยงพืชได้   จึงมีการป้องกันได้นานเทียบเท่าการใช้สารเคมี  ส่วนการฉีดพ่นกำจัดในเดือนกุมภา-มีนาคม  แนะนำให้ใช้สารเคมีเพราะได้ผลดีกว่า   เพราะความชื้นต่ำและมีอุณหภูมิสูง ไม่เหมาะสมที่จะใช้สารชีวภัณฑ์ฉีดพ่นเนื่องจากสารชีวภัณฑ์ต้องการความชื้นสูง ไม่ต่ำกว่า 60-70%  แต่ทุกครั้งที่ใช้ควรใช้ร่วมกับสารเสริมประสิทธิภาพ มิฉะนั้นการฉีดพ่นจะไม่เกิดประโยชน์อันใดเลยเนื่องจากสารจะไม่จับตัวแมลงหรือใบมันสำปะหลังที่มีไข (แวกซ์)เคลือบอยู่  และง่ายต่อการชะล้างจากน้ำค้างหรือน้ำฝน   การใช้สารเคมีแช่ท่อนพันธุ์สามารถทำได้  แต่ไม่ควรแช่เกิน 5-10 นาทีเพราะอาจจะมีปฏิกิริยากับการงอกของรากและตา   ตรงกันข้ามจะไม่เกิดปฏิกิริยาดังกล่าวถ้าใช้สารชีวภัณฑ์  และสารเสริมประสิทธิภาพที่จะใช้กับสารชีวภัณฑ์ก็ไม่ควรมีองค์ประกอบเป็นเคมีที่เป็นอันตรายกับเชื้อรา

อีกประการหนึ่ง หากมีการใช้แมลงธรรมชาติควบคุมกำจัด เช่น แมลงปีกใส แตนเบียน ด้วงเต่า ฯลฯ เกษตรกรต้องงดการฉีดพ่นสารดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ให้ใช้เพียงการแช่ท่อนพันธุ์เท่านั้น  เพราะแมลงที่จะเข้ามากำจัดเพลี้ยแป้งอ่อนไหวกับสารเคมีมาก โดยเฉพาะ “แตนเบียน”  การพ่นสารกำจัดวัชพืช ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรใช้หัวครอบ ป้องกันการฟุ้งกระจายของสาร และต้องพ่นให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

   

Your ads will be inserted here by

Easy Plugin for AdSense.

Please go to the plugin admin page to
Paste your ad code OR
Suppress this ad slot.

แช่ท่อนพันธุ์

หมายเหตุ      สารที่ศูนย์ฯพิจารณาใช้ เป็นสารชีวภัณฑ์ เช่น บิวเวอเรีย บัสเซียน่า ผง (ฆ่าตัว) แพซิโลมัยซิส ไลลาซินัส ผง (ฆ่าไข่) ความเข้มข้นที่  1×10 ยกกำลัง 9  ระยะเวลาแช่ ประมาณ 20 นาที   เกษตรกรสามารถใช้สารเคมีได้ด้วยตามคำแนะนำของกรมวิชาการ แต่ไม่ควรแช่นานเพราะเท่าที่ศูนย์ฯได้ทดลองแล้วมีผลกระทบต่อการงอกและการแตกตาของท่อนพันธุ์  ด้วยเหตุนี้ศูนย์ฯจึงใช้สารชีวภัณฑ์เพราะไม่มีผลกระทบดังกล่าว อีกทั้งยังสามารถลดการนำเข้าสารเคมีจากต่างประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย ที่ผ่านมาศูนย์ฯใช้สารดังกล่าวอย่างได้ผลสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพในแปลงทดลองในหลายๆโครงการ

วิธีการแช่   หรือภาชนะที่ใช้แช่ท่อนพันธุ์เกษตรกรสามารถประยุกต์ใช้ได้เองตามความเหมาะสม (ต้นพันธุ์สด) อัตราการใช้ 1000 กรัมต่อน้ำ 400 ลิตร ระยะเวลาแช่ 20-30 นาที   นำขึ้นและใช้ได้อีกจนกว่าน้ำยาจะหมด  1 ชุดสามารถแช่ท่อนพันธุ์ได้ ประมาณ 10-15 ไร่  (ปล่อยให้น้ำสะเด็ดจากท่อนพันธุ์แล้วนำกลับไปใช้ และในแต่ละครั้งไม่ควรใช้สารเกิน 24 ชม. หากยังจะใช้นำน้ำแช่ต่อควรเพิ่มเชื้อราใหม่ ในความเป็นจริงถ้าเป็นไปได้เกษตรกรควรเปลี่ยนน้ำแล้วผสมสารใหม่  ท่อนพันธุ์ที่แช่สารแล้วรอการปลูกควรเก็บไว้ในที่ร่ม และคลุมไว้ด้วยกระสอบป่านชุบน้ำ ไม่ควรคลุมด้วยพลาสติค)

การป้องกันอย่างยั่งยืนโดยการลดพื้นที่ปลูก  หรือแบ่งการปลูกเป็นสองระยะ

เกษตรกรควรแบ่งพื้นที่ที่มีอยู่เป็นสองส่วน  ส่วนแรกปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ด้วยปุ๋ยอินทรีย์เช่นปุ๋ยหมัก หรือ  ปุ๋ยคอก ก่อนปลูก แล้วทำตามขั้นตอนตามหลักวิชาการ โดยเริ่มปลูกเป็นมันต้นฤดู (เม.ย-มิ.ย)    ส่วนที่สองที่เหลือ  ปลูกปุ๋ยพืชสด  เช่น ปอเทือง ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม  โสน ต่างๆ  ฯลฯ  แล้วแต่จะหาได้จากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง (สำนักพัฒนาที่ดิน) หลังจากพืชสดที่ปลูก  เจริญงอกงามออกดอกได้อายุตามเกณฑ์ (60-75 วัน) จึงไถกลบ  ทิ้งไว้ 2-3 อาทิตย์จึงเริ่มเข้าขั้นตอนการปลูกในส่วนที่สอง เป็นการปลูกกลางฤดู (ก.ค-ส.ค) ผลที่จะได้รับคือ  พื้นที่การระบาดน้อยลงเพราะการแบ่งพื้นที่ปลูกให้น้อยลง  และ เมื่อมีการระบาดก็ยังสามารถควบคุมได้ไม่ยากนัก   ส่วนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือเกษตรกรสามารถประหยัดปุ๋ยตัวหน้า (N) ได้อย่างน้อย 20-30% ต่อไร่

 

    

เนื่องจากเมล็ดของปุ๋ยพืชสดที่หว่านลงไปในดินเพียง 5 กก.ต่อไร่นั้น  สามารถให้อินทรียวัตถุที่สามารถปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพดินกว่า 2 ตันต่อไร่    และใน 70-80% ของอินทรียวัตถุนั้น ด้วยกิจกรรมของจุลินทรีย์ดินและผลที่ตามามันคือ ไนโตรเจนที่พืชต้องการนั่นเอง  และยังมีส่วนที่จะได้รับผลพวงตามมาคือ  เมื่อมีปริมาณอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น โครงสร้างทางกายภาพดินดีขึ้น  ดินจะเก็บความชื้นไว้ได้มากกว่าดินที่มีอินทรียวัตถุน้อยกว่า  เมื่อมีความชื้นในเขตรากมากขึ้น การทิ้งใบของมันสำปะหลังก็จะช้าลง  เวลาของการสร้างหัวก็จะยาวนานขึ้น  สมบูรณ์ขึ้น หัวมันสดที่ได้จะมีขนาดใหญ่กว่า อย่างที่เกษตรกรสามารถจะแยกแยะได้ด้วยตัวเอง   ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรดินที่เป็นเสมือนเส้นใยชีวิตของเกษตรกร  ให้มีโอกาสใช้ทำกินต่อไปได้อย่างยั่งยืน   ดังพระราชดำรัชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานเป็นแนวทางไว้ว่า   “จงเลี้ยงดิน  เพื่อให้ดินไปเลี้ยงพืช”

แปลงปลูกต้นพันธุ์สะอาดของศูนย์ส่งเสริมพัฒนาการผลิตมันสำปะหลัง จ.กาญจนบุรี

แปลงที่ 1   HB 60,  HB 80  (30-05-53)

  

    

อายุ 4 เดือนเศษ      ความสูง 190 ซม.  การเจริญเติบโต  d/1.65 เส้นผ่าศูนย์กลางต้น 23-24 mm

 

CMR 35-64-1  ระยอง 9  (07-06-53)

      

 

ระยอง 9 อายุ 4 เดือน  ความสูง 210 ซม. การเจริญเติบโต d/1.08 เส้นผ่าศูนย์กลางต้น 24-25 mm

 

แปลงที่ 2  ( 24-09-53)  CMR 35-64-1,  CMR 35-22-196 ,   KU 50

 

CMR-35-64-1  อายุ 1 เดือน

 

CMR 35-22-196  อายุ 20 วันเศษ

 

KU 50 และ CMR 35-22-196  อายุ 20  วันเศษ

ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาการผลิตมันสำปะหลัง (แห่งประเทศไทย) จ.กาญจนบุรี

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

ใส่ความเห็น